การใช้คำให้เกิดภาพพจน์กับวรรณคดีไทย

การใช้คำให้เกิดภาพพจน์กับวรรณคดีไทย

ความสำคัญและความเป็นมาของการใช้ภาพพจน์ในวรรณคดีไทย

การใช้คำให้เกิดภาพพจน์ (Figures of Speech) ไม่ใช่เพียงการตกแต่งถ้อยคำให้ไพเราะ แต่เป็น "หัวใจ" ของการสร้างรสแห่งวรรณคดี โดยมีที่มาและความสำคัญดังนี้
1. ความสำคัญ (Significance)
  • สร้างจินตภาพ (Imagery): ช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพเหตุการณ์ ตัวละคร หรือทัศนียภาพชัดเจนราวกับตาเห็น (มโนภาพ) โดยไม่ต้องอธิบายยืดยาว
  • สื่ออารมณ์ที่ลึกซึ้ง: บางความรู้สึก เช่น ความรักที่มากล้น หรือความเศร้าที่เจียนตาย คำพูดปกติสื่อสารได้ไม่ถึงกึ๋น ภาพพจน์จะช่วยขยี้อารมณ์ให้ผู้อ่านสะเทือนใจตาม
  • สะท้อนภูมิปัญญาทางภาษา: แสดงถึงความเก่งกาจของกวีในการเลือกใช้คำเปรียบเทียบที่คมคาย แยบคาย และมีชั้นเชิง
  • สร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม: ภาพพจน์ไทยมักหยิบยกสิ่งใกล้ตัว เช่น ธรรมชาติ (ฝน, ดอกไม้, สัตว์) หรือวิถีชีวิตมาเปรียบเปรย ทำให้วรรณคดีมีกลิ่นอายแบบไทย
2. ความเป็นมา (Background)
  • รากฐานจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์และวรรณคดีบาลี-สันสกฤต: ไทยรับอิทธิพลการแต่งคำประพันธ์มาจากอินเดีย โดยเฉพาะตำรา "กาวยะ" ที่เน้นเรื่องการใช้โวหารและการสร้างรส (Rasa)
  • วิวัฒนาการจากมุขปาฐะสู่ลายลักษณ์: เริ่มจากการร้องรำทำเพลงในอดีตที่ต้องใช้คำเปรียบเทียบให้คนฟังเข้าใจง่ายและเห็นภาพตาม จนพัฒนามาเป็นงานเขียนที่วิจิตรบรรจงในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์
  • ความผูกพันกับธรรมชาติ: เนื่องจากสังคมไทยสมัยก่อนอยู่กับป่า เขา และน้ำ กวีจึงมักใช้สิ่งเหล่านี้มาสร้างภาพพจน์ เช่น เปรียบความงามของผู้หญิงกับนางฟ้า หรือเปรียบความโกรธกับไฟบรรลัยกัลป์
  • อิทธิพลของความเชื่อและศาสนา: การใช้ภาพพจน์ในวรรณคดีไทยมักสอดแทรกเรื่องบุญกรรม นรก-สวรรค์ และไตรภูมิ ทำให้ภาพพจน์มีความอลังการและเหนือจริง (เช่น อติพจน์)

อติพจน์ (Hyperbole)

อติพจน์ หรือ อธิพจน์ คือ การเปรียบเทียบโดยการกล่าวข้อความที่เกินจริง มักเปรียบเทียบในเรื่องปริมาณว่ามีมากเหลือเกิน มีเจตนาเน้นข้อความที่กล่าวมานั้นให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น 

ตัออย่างเช่น 

            ร้อนตับแตก, เหนื่อยสายตัวแทบขาด, รักคุณเท่าฟ้า, มารอตั้งโกฏิปีแล้ว 

                     เรียมร่ำน้ำเนตรถ้วม ถึงพรหม

                     พาเทพเจ้าจ่อมจม ชีพม้วย

                     พระสุเมรุเปื่อยเป็นตม ทบท่าวลงนา

                     หากอกนิฏฐ์พรหมฉ้วย พี่ไว้จึงคง

                                                                    (ศรีปราชญ์)

                    ทำไมน่ารักขนาดนั้น เธอหลุดจากฝันมาหรือไง

                    นี่แหละที่หามานาน ประมาณอย่างนี้แหละโดนใจ

                    ไม่คิดว่าจะมาเจอะแถวนี้ พึ่งหล่นจากฟ้าหรือไงนะ 

                    หล่นใส่ใจฉันเข้าพอดี จะมองมุมไหนก็โดน

                    ไม่ธรรมดาอย่างนี้ ไม่ค่อนมี อย่างนี้พึ่งลงมาชัด ๆ เลย 

                                                      (นางฟ้า - ดิว The Star 5)



 อติพจน์

        เป็นการบรรยายหรือพรรณนาที่เกินจริง  จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงไปจับ  เพราะกวีมุ่งกล่าว  เพื่อเน้นข้อความที่กล่าว  ให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้นและแสดงอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าปกติ  เพื่อสร้างอารมณ์   สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน  ผู้ดู  ผู้ฟัง  ดังปรากฏ  ในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้

ตัวอย่าง

        อติพจน์  หรือกล่าวเกินจริงใน  โคลงนิราศนรินทร์  มีความว่า  ความรักของกวีไม่มีวันจืด    จาง  แม้ทุกสิ่งรวมทั้ง  โลกนี้ทุกอย่างจะสูญสลายไปหมด  ดังความว่า

                                เอียงอกเทออกอ้าง                อวดองค์  อรเอย

                        เมรุชุบสมุทรดินลง                       เลขแต้ม

                        อากาศจักจารผจง                         จารึก  พอฤา

                        โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม                     อยู่ร้อนฤาเห็น

                        ตราบขุนคิริข้น                             ขาดสลาย  แลแม่

                        รักบ่หายตราบหาย                       หกฟ้า

                        สุริยจันทรขจาย                           จากโลก  ไปฤา

                        ไฟแล่นล้างสี่หล้า                         ห่อนล้างอาลัย

( นายนรินทร์ธิเบศร์ ( อิน )

   อติพจน์  หรือกล่าวเกินจริง  ในลิลิตพระลอ  ซึ่งกล่าวพรรณนาความเศร้าโศกของประชาราษฎร์เมื่อรู้ข่าวการ  สิ้นพระชนม์ของพระลอ  พระเพื่อน  พระแพง  ว่ามีมากมาย  ดังนั้นในทุก ๆ ที่      “ แลแห่งใดเห็นน้ำ  ย่อมน้ำตาคน “

                                เสียงไห้ทุกราษฎร์ไห้            ทุกเรือน

                        อกแผ่นดินดูเหมือน                       จักขว้ำ

                        บเห็นตะวันเดือน                          ดาวมือ  มัวนา

                        แลแห่งใดเห็นน้ำ                           ย่อมน้ำตาคน

     อติพจน์  หรือกล่าวเกินจริง  ในบทกาพย์โขน  ตอนกาพย์นางลอย  พรรณนาถึงความรักที่พระรามมีต่อสีดา  รวมทั้งพรรณนาถึงความเป็นเลิศด้านความงามของนาง  ซึ่งมิอาจอจาหาได้อีกแล้ว  เมื่อนางสูญสิ้นไป  แต่พระรามอาจจะหา  “ วิเชียรเท่าคีรี “  หรือ  “ ดวงพระสุรีย์ศรี “  เป็นได้

                                มาดแม้นจะหาดวง               วิเชียรช่วงเท่าคีรี

                        หาดวงพระสุรีย์ศรี                       ก็จะได้ดุจดังใจ

                        จะหาโฉมให้เหมือนนุช                จนสุดฟ้าสุราลัย

                        ตายแล้วและเกิดใหม่                    ไม่ได้เหมือนเจ้านฤมล

    อติพจน์  หรือกล่าวเกินจริง  ในมัทนะพาธา  มีเนื้อความในการพรรณนาความรักอันมากมายที่  ท้าวชัยเสนมีต่อนางมัทนา

                                ผิวะอายุจะยืน            ศตะพรรษะฤกว่า

                        ก็จะรักมัทนา                     บ่มิหย่อนฤดิหรรษ์

                        นัยนาก็จะชม                     วธุต่างมณิพรรณ์

                        และจะสูดสุวคันธ์               รสต่างสุผกา

                        ผิวจะตื่นก็จะดู                    ยุวดีสิริมา

                        ผิวะหลับฤก็ข้า                    จะสุบินฤดิเพลิน

( พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว )

            ตัวอย่างของคำที่มีลักษณะเป็นแบบอติพจน์  เช่น  ร้อนแทบสุก , เหนื่อยสายตัวแทบขาด , เสียงเท่าฟ้า  หน้าเท่ากลอง , คอยสักอกใจเดียว

อุปมา (Simile)

อุปมา คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งเพื่อสื่อความหมายว่าสองสิ่งมีความคล้ายกัน โดยใช้คำเชื่อมเหล่านี้ “เหมือน ราว ราวกับ ดุจ ประดุจ เปรียบ ดัง ดั่ง เฉก เช่น เพียง เพี้ยง ประหนึ่ง อย่าง ถนัด กล เล่ห์ ปาน พ่าง เสมือน เสมอ ฯลฯ” 

ตัวอย่างเช่น 

ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนองค์พระทรงเดช     แต่ดวงเนตรแดงดูดังสุรีย์ฉาย

ทรงกำลังดังพระยาคชาพลาย                          มีเขี้ยวคล้ายชนนีมีศักดา

(พระอภัยมณี ตอน หนีนางผีเสื้อ)

พิศฟันรันเรียบเรียบ      เป็นระเบียบเปรียบแสงนิล

พาทีพี่ได้ยิน                          ลิ้นกระด้างช่างเจรจาฯ

(กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก)

 

รูปดังองค์อินทร์ หยาดฟ้ามาสู่ดิน โสภินดังเดือนดวง

(ยอยศพระลอ - ชินกร ไกรลาศ)

แกลองมองในตาเขา 

ถ้ามีสายตาแบบเดียวกับฉันที่มองแกตลอดมา 

ก็แปลว่ารักหมดหัวใจ 

(ดูดี - Polycat)

ข้อสังเกต

1.อุปมาจะต้องแสดงการเปรียบเหมือน ถ้ามีความหมายว่า เหมือนจริง จะไม่ใช่อุปมา เช่น เธอเหมือนแม่มาก เช่นนี้จะไม่ถือว่าเป็นอุปมา

2.“ดัง” ที่แสดงอุปมา จะต้องใช้ความหมายว่าเปรียบเหมือน เช่น เธองามดังนางอัปสร ถ้ามีความหมายว่า เสียงดัง เช่น ดังตรลบโลกแล้ หมายถึง เสียงดังไปทั่วโลก เช่นนี้จะไม่ถือว่าเป็นอุปมา แต่เป็นอติพจน์ (กล่าวเกินจริง) 

อุปลักษณ์ (Metaphor)

อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง มักใช้คำว่า “คือ” “เท่า” และ “เป็น”

ตัวอย่างเช่น

อันเทวัญนั้นคือมัจจุราช     จะหมายมาดเอาชีวิตริศยา

แล้วเสแสร้งแกล้งทำบีบน้ำตา     อนิจจาใจหายเจียวสายใจ 

(พระอภัยมณี) 

 

ความรู้คู่เปรียบด้วย    กำลัง กายแฮ 

สุจริตคือเกราะบัง               ศาสตร์พ้อง

ปัญญาประดุจดัง                อาวุธ

สติต่างโล่ป้อง                     อาจแกล้วกลางสนาม 

(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

หมายเหตุ

1.บางครั้งอุปลักษณ์อาจจะเป็นการเปรียบเทียบโดยนัย ไม่กล่าวเปรียบตรง ๆ (ไม่มีคำเชื่อม “เป็น” หรือ “คือ” ให้เป็นที่สังเกต) แต่ผู้อ่านจะเข้าใจได้ด้วยการตีความจากข้อความหรือบทประพันธ์

ตัวอย่างเช่น 

หิ่งห้อยจะแข่งสุริยะไหน จะมิน่าชิวาลาญ

(สามัคคีเภทคำฉันท์ - ชิต บุรทัต)

จากบทประพันธ์ข้างต้นผู้อ่านจะเข้าใจได้ว่า คำว่า “หิ่งห้อย” นี้ผู้แต่งใช้เป็นสื่อแทนผู้ที่มีกำลังน้อยส่วนคำว่า “สุริยะ” ใช้เป็นสื่อแทนผู้ที่มีกำลัง อำนาจ หรืออิทธิพลมากกว่า 

2.การใช้คำว่า “คือ, เท่า, เป็น” แสดงอุปลักษณ์ ต้องมีความหมายว่าเปรียบเป็น ถ้าแสดงสภาพความเป็นจริงจะไม่ถือว่าเป็นอุปลักษณ์ เช่น น้ำเป็นของเหลว น้าคือน้องชายหรือน้องสาวของแม่ 

https://stock.adobe.com
https://stock.adobe.com

นามนัย (Metonymy) 

นามนัย คือ การใช้คำหรือวลีที่บ่งบอกลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแสดงความหมายแทนสิ่งนั้นทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น 

  • เขารักเก้าอี้ยิ่งกว่าชื่อเสียง (เก้าอี้ เป็นนามนัยแทนตำแหน่ง)
  • น้ำตาและรอยยิ้มอยู่คู่ชีวิตมนุษย์เสมอมา (น้ำตา เป็นนามนัยแทนความทุกข์ รอยยิ้ม เป็นนามนัยแทนความสุข)

รวยรินกลิ่นรำเพย      คิดพี่เคยเชยกลิ่นปราง

นั่งแนบแอบเอวบาง            ห่อนแหห่างว่างเว้นวัน

(กาพย์เห่เรือ - เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร) 

 

จากบทประพันธ์ข้างต้น คำว่า “เอวบาง” เป็นนามนัยแทนนางอันเป็นที่รัก กล่าวคือ เอวบาง เป็นลักษณะสำคัญของหญิงสาว ในที่นี้ใช้คำว่า “เอวบาง” ให้หมายถึงนางอันเป็นที่รักของกวี) 

ข้อสังเกต 

นามนัย อาจหมายถึง การกล่าวถึงชื่อสิ่งหนึ่งให้มีความหมายเป็นอย่างอื่น เช่น

“ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” เป็นการกล่าวถึงชื่อบุคคลแต่หมายถึงลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมของบุคคลนั้น ประโยคข้างต้น ใช้ “อิเหนา” เป็น นามนัย หมายถึง พฤติกรรมที่ทำสิ่งที่อิเหนาเคยติเตียนคนอื่นเสียเอง

สัทพจน์ (Onomatopoeia)

สัทพจน์ คือ การใช้ถ้อยคำที่เลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงดนตรี เสียงร้องของสัตว์ หรือเลียนเสียงกิริยาอาการต่าง ๆ ของคน 

ตัวอย่างเช่น 

ยามเอ๋ย ยามนี้                             ปถพีมืดมัวทั่วสถาน

อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล            สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง

มีก็แต่เสียงจังหรีดกระกรีดกริ่ง!             เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง

คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ! เพียง     รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย

(กลอนดอกสร้อย ‘รำพึงในป่าช้า’) 

 

สรวลเสียงพระสมุทรครื้น      ครวญคะนอง

คลื่นก็คลี่คลายฟอง                       เฟื่องฟื้น

(นิราศนริทร์คำโคลง) 

 

บ้างขึ้นบนขนส่งคนลงข้างล่าง     เสียงโฉ่งฉ่างชามแตกกระแทกขัน

จนคนบนสัปคับรับไม่ทัน                     หม้อข้าวขันตกแตกกระจายราย

(นิราศพระบาท) 

https://stock.adobe.com
https://stock.adobe.com
ปฏิพจน์และปฏิภาคพจน์ (Oxymoron/Paradox)
     คือภาพพจน์ที่ใช้ถ้อยคำมีความหมายขัดแย้งตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง มากล่าวรวมกันอย่างกลมกลืนเพื่อเน้นอารมณ์ สะเทือนใจ หรือสร้างความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้นในวรรณคดี มักพบในรูปแบบคำคู่ขัดแย้ง เช่น "น้ำร้อนปลาเป็น" หรือ "เสียงน้ำกระซิบสาดปราศจากเสียง"
ความหมายและลักษณะสำคัญ
  • ปฏิพจน์/ปฏิภาค/ปฏิพากย์ (Paradox/Oxymoron): คือการนำคำที่ขัดแย้งกันมาวางคู่กัน (เช่น รัก-เกลียด, จริง-ปลอม) เพื่อให้เกิดภาพความหมายใหม่ที่คมชัดขึ้น เช่น "บาปบริสุทธิ์" หรือ "เสียงเงียบที่ดังสนั่น"
  • วัตถุประสงค์: กวีใช้เพื่อสร้างความรู้สึกสะเทือนใจ, ความย้อนแย้งในอารมณ์, และทำให้ผู้อ่านหยุดคิดเกี่ยวกับความหมายที่ลึกซึ้งกว่าปกติ
ตัวอย่างในวรรณคดีและชีวิตประจำวัน
  • "น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย": สำนวนไทยที่ใช้ความขัดแย้งของคำว่า ร้อน/เย็น และ เป็น/ตาย เพื่อสอนเรื่องการปรับตัว
  • "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย": การใช้ความขัดแย้งของคำว่า น้อย/มาก และ ยาก/ง่าย เพื่อให้เห็นภาพการกระทำที่ส่งผลลัพธ์ตรงกันข้าม
  • "เสียงน้ำซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง": ตัวอย่างจากกวีนิพนธ์ที่ใช้คู่คำว่า "กระซิบสาด" (มีเสียง) กับ "ปราศจากเสียง" (ไม่มีเสียง) เพื่อสร้างภาพบรรยากาศที่เงียบสงบแต่มีเสียงเคลื่อนไหว
  • "สวยอย่างร้ายกาจ", "รักที่เกลียด": ตัวอย่างปฏิพจน์ที่พบทั่วไป
การใช้ปฏิพจน์ในวรรณคดีนับเป็นโวหารภาพพจน์ที่สร้างความน่าสนใจ (Paradox) ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะทำให้คนอ่านเห็นมุมมองที่แตกต่างในสิ่งเดียวกัน

สัญลักษณ์ทางเพศหรือความรักในวรรณคดี

ในวรรณคดีไทย การกล่าวถึงเรื่องเพศหรือการร่วมรักโดยตรงถือเป็นเรื่องไม่สุภาพ กวีจึงใช้ "ศิลปะแห่งการเปรียบเปรย" หรือที่เรียกว่า บทอัศจรรย์ เพื่อสร้างภาพพจน์ให้ผู้อ่านจินตภาพตามได้อย่างละเมียดละไมครับ

1. การเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ (Natural Imagery)
นี่คือสัญลักษณ์ที่พบบ่อยที่สุด เมื่อตัวละครเอกมีความสัมพันธ์ทางเพศ กวีจะบรรยายถึงพายุและฝนตก เพื่อแทนอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน:
  • ฝนตก/ฟ้าร้อง: แทนช่วงเวลาของการร่วมรัก (การหลั่งรินของสายฝนคือความสุขสม)
  • ฟ้าผ่า/ฟ้าแลบ: แทนความตื่นเต้นหรืออารมณ์ที่รุนแรง
  • น้ำท่วม/น้ำนอง: แทนความแผ่ซ่านของความรู้สึก
  • ตัวอย่าง: "อัศจรรย์พัดพานพายุพัด... ฝนชะโลมโลมลานซ่านเซ็น"
2. สัญลักษณ์ดอกไม้และแมลง (The Flower and the Bee)
เป็นภาพพจน์ที่คลาสสิกที่สุดเพื่อแทนความรักและการเชยชม:
  • ดอกไม้ (บัว, กุหลาบ, มะลิ): แทนผู้หญิง ความสวยงาม และความบริสุทธิ์
  • แมลง (ภมร, แมลงภู่): แทนผู้ชายที่คอยตอมดมหรือรุกรานเพื่อหาความหวาน
  • การคลี่บาน: แทนการเปิดรับความรักหรือความพร้อมของหญิงสาว
  • ตัวอย่าง: "ภมรมาลีรี่ร่อน... ระดมดอมเกสรขจรขจาย"
3. สัญลักษณ์เชิงกายภาพและสิ่งของ (Physical & Object Symbols)
บางครั้งกวีใช้สิ่งของรอบตัวมาเป็นนัยสื่อถึงอวัยวะหรือการสัมผัส:
  • พาน/พุ่ม: มักเปรียบกับปทุมถัน (หน้าอก) ของสตรี
  • ศัสตรา/อาวุธ: บางครั้งใช้แทนอำนาจหรือความเป็นชายในการรุกเร้า
  • การล่องเรือ/พายเรือ: เปรียบเทียบจังหวะการทำกิจกรรมรักกับการบังคับเรือในกระแสน้ำ (มีทั้งช่วงน้ำเชี่ยวและน้ำนิ่ง)
4. สัญลักษณ์ความรักที่ยั่งยืน
หากพูดถึงความรักในเชิงอารมณ์ (ไม่ใช่ทางเพศ) มักใช้สิ่งที่เป็นอมตะ:
  • คู่สร้างคู่สม: เปรียบเหมือน "กิ่งทองใบหยก"
  • ความผูกพัน: เปรียบเหมือน "บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น" หรือการเป็น "เงาตามตัว"

ตัวอย่างบทอัศจรรย์ที่โดดเด่น:
จากเรื่อง กากี (ตอนพญาครุฑพานางกากีไปที่วิมานฉิมพลี):
"เกิดวิปริตอาเพศมหัศจรรย์ อัศจรรย์ฟั่นเฟือนสะเทือนไหว
พายุพัดกลัดกลุ้มชอุ่มไป พระพิรุณโรยร่วงช่วงชะโลม"
(ความหมาย: บรรยายถึงพายุและฝนที่ตกหนัก เพื่อสื่อถึงการร่วมรักระหว่างพญาครุฑกับนางกากี)
สรุป: สัญลักษณ์เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนเรื่องที่ดูหยาบโลนให้กลายเป็น "วรรณศิลป์" ที่งดงามและเปี่ยมด้วยจินตนาการ
                         

สรุป
1. อติพจน์ (Hyperbole)
  • คืออะไร: การกล่าว "เกินจริง" เพื่อเน้นย้ำอารมณ์ให้ดูยิ่งใหญ่หรือรุนแรง
  • ตัวอย่าง: "เรียมร่ำน้ำเนตรโถม ถ้วมโลก" (ร้องไห้จนน้ำตาท่วมโลก)
  • จุดเด่น: มุ่งเน้นไปที่ "พลังของความรู้สึก" เช่น รักมาก เศร้ามาก หรือโกรธมาก
2. อุปมา (Simile) และ อุปลักษณ์ (Metaphor)
  • อุปมา: การเปรียบสิ่งหนึ่ง "เหมือน" อีกสิ่งหนึ่ง (มีคำเชื่อม: เหมือน, ดุจ, ดัง, ราวกับ)
    • ตัวอย่าง: "จมูกโด่งดังขอเหล็ก"
  • อุปลักษณ์: การเปรียบสิ่งหนึ่ง "เป็น" อีกสิ่งหนึ่ง (มีคำเชื่อม: เป็น, คือ หรือวางติดกัน)
    • ตัวอย่าง: "ลูกคือดวงใจของแม่"
  • จุดเด่น: ช่วยให้เห็นลักษณะของสิ่งนั้นชัดเจนขึ้นผ่านการเปรียบเทียบ
3. นามนัย (Metonymy) และ สัมพจนัย (Synecdoche)
  • นามนัย: ใช้ "คุณลักษณะเด่น" หรือสิ่งที่เป็นสากลมาเรียกแทนสิ่งนั้น
    • ตัวอย่าง: "สีขาว" แทน ความบริสุทธิ์, "เก้าอี้" แทน ตำแหน่งบริหาร
  • สัมพจนัย: ใช้ "ส่วนน้อยแทนส่วนมาก" หรือส่วนประกอบหนึ่งแทนทั้งหมด
    • ตัวอย่าง: "ขอฝากชีวิตไว้ในมือท่าน" (มือ = การดูแลทั้งหมด), "หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน" (ฟ้า/ดิน = ไร่นา)
  • จุดเด่น: ช่วยให้การสื่อสารสั้นกระชับและมีชั้นเชิง
4. ปฏิพจน์ (Oxymoron) และ ปฏิภาค (Paradox)
  • ปฏิพจน์: การใช้ "คำตรงข้าม" มาวางคู่กันให้เกิดความหมายใหม่
    • ตัวอย่าง: "ความหวานที่ขมขื่น", "เสียงเงียบที่กึกก้อง"
  • ปฏิภาค: ข้อความที่ดูเหมือน "ขัดแย้งกัน" ในตอนแรก แต่มีความจริงซ่อนอยู่
    • ตัวอย่าง: "ยิ่งรีบยิ่งช้า", "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร"
  • จุดเด่น: กระตุ้นให้ผู้อ่านหยุดคิดและตีความความหมายที่ลึกซึ้ง
5. สัญลักษณ์ทางเพศหรือความรัก (Sexual Symbolism)
  • คืออะไร: การเปรียบเปรยเรื่องเพศหรือการร่วมรักผ่านธรรมชาติ (เรียกว่า บทอัศจรรย์)
  • สัญลักษณ์ที่พบบ่อย:
    • พายุ/ฝนตก: แทนความต้องการหรือการร่วมรัก
    • แมลงตอมดอกไม้: แทนผู้ชายเชยชมผู้หญิง
    • คลื่นกระทบฝั่ง: แทนอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
  • จุดเด่น: เปลี่ยนเรื่องหยาบโลนให้กลายเป็น "วรรณศิลป์" ที่งดงามและละเมียดละไม
 
















จัดทำโดย
ปภาวรินทร์ ภูธรรม ๖๘๔๐๑๐๑๑๑๒
ปัญญาพร ศิริเถียร ๖๘๔๐๑๐๑๑๑๓
ชลธี บุญกองชาติ ๖๘๔๐๑๐๑๑๒๕
ศิริโชค ยุพินครบุรี ๖๘๔๐๑๐๑๑๓๑
อภิรักษ์ แสนแก้ว ๖๘๔๐๑๐๑๑๓๒





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

3.นามนัยและสัมพจนัยในวรรณคดี